แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งในประเทศญี่ปุ่น (6)

ในครั้งที่แล้วที่ได้เล่าเรื่องราวว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านการแพทย์ขั้นสูง เกี่ยวกับการรักษาด้วยเซลล์บำบัดสำหรับโรคมะเร็งต่างๆ ไม่เพียงแค่นั้น การรักษาด้วยวิธีอื่นๆรวมถึงวิธีการทางรังสีรักษาของญี่ปุ่นนั้นยังเป็นที่กล่าวขานในวงการแพทย์ด้วย

การรักษาทางรังสีรักษาโดยมาตรฐานทั่วไปที่มีอยู่ในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นการรักษาด้วยรังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมมา ไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยวิธี IMRT, IMPT, Gamma Knife, และรวมถึง Cyber Knife เนื่องจากการรักษาดังกล่าวเป็นการรักษาด้วยรังสีโฟตอน รังสีดังกล่าวนั้นต้องใช้พลังงานสูงเพื่อเข้าถึงส่วนของเซลล์มะเร็งที่ค่อนข้างลึก และมีผลต่อเซลล์ดีข้างเคียงค่อนข้างมาก เนื่องจากการฉายรังสีความเข้มสูงสู่ส่วนอวัยวะต่างๆของร่างกายต้องผ่านเซลล์ดีรายรอบและเมื่อโดนรังสีก็จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของรหัสพันธุกรรม อันเป็นสาเหตุของการเกิดเซลล์ที่อาจก่อมะเร็งหรือการหยุดกระบวนการตามปกติของเซลล์นั้นๆได้ ดังเห็นได้จากผลข้างเคียงของการรักษาด้วยรังสีรักษา อาทิ การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง อาการบวมแดงที่ผิวหนัง หรือผื่น ผมร่วง อ่อนเพลีย หรือภูมิต้านทานลดลง  อย่างไรก็ดีการรักษาดังกล่าว ก็เป็นการรักษาที่มีอยู่ในประเทศไทย และอาเซียน ซึ่งให้ผลที่ค่อนข้างน่าพอใจไม่น้อย

Cyber Knife Robotic System (Funuc) (แหล่งที่มาของภาพ: www.robonable.jp)

การรักษาด้วย Cyber knife ได้รับการประดิษฐ์คิดค้นโดย ศาสตราจารย์ John A. Adler ซึ่งเป็นผู้ชำนาญการทางด้านประสาทศัลยกรรมและรังสีวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งระบบหุ่นยนต์อัจฉริยะ Cyber Knife Robotic Systemตัวแรกนั้นใช้ระบบจากญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Funuc และภายหลังทางเยอรมันนี ได้นำไปประยุกต์เพิ่มขึ้น การรักษาด้วย Cyber Knife Robotic System เองก็มีข้อดีคือ เป็น การรักษาแบบจุดจำเพาะซึ่งลดความเสี่ยงในการฉายรังสี แบบกระจายครอบคลุม ซึ่ง ทำให้ เซลล์ดีโดนทำลายน้อยลงแต่ก็ยังถูกทำลายอยู่ดี

ทำไมการใช้โฟตอนถึงทำลายเซลล์ดี




การฉายแสงแบบปรับความเข้มสามมิติ IMRT ในมะเร็งต่อมลูกหมาก (แหล่งที่มาของภาพ http://www.rmgmed.com)



รังสีทุกชนิดย่อมมีผลเสียต่อเซลล์ เนื่องจากการรบกวนสภาวะปกติของรหัสพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ที่เรารู้จักกัน การฉายรังสีที่มีความเข้มสูงมากก็เนื่องมาจากต้องการจะรบกวนสภาวะปกติของเซลล์มะเร็งเพื่อให้เกิดการเขย่าเส้นรหัสพันธุกรรมให้ขาดออกและเกิดการเสื่อมสภาพของเซลล์ ทำให้เซลล์มะเร็งนั้นตายในลำดับต่อมา อย่างไรก็ดีการฉายรังสีโฟตอน (รังสีเอกซ์ และรังสีแกมมา รวมถึงอนุพันธ์ของรังสีทั้งสองชนิด) เพื่อการรักษามะเร็งในอวัยวะที่อยู่ไม่ลึกมาก นั้นเป็นการรักษาที่เหมาะสม เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งหนังศีรษะ มะเร็งต่อมน้ำเหลือในส่วนที่อยู่ไม่ลึกเกินไป แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่อยู่ในอวัยวะที่ลึกหรือเป็นเนื้อเยื่ออ่อนที่มีการขยับอยู่ตลอดเวลานั้น การรักษาด้วยโฟตอนจะมีผลข้างเคียงไม่มากก็น้อย การรักษาทางรังสีรักษาจึงมีการปรับเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสมสูงสุดสำหรับรังสีโฟตอนในการรักษา อันได้แก่ การเพิ่มการฉายแสงด้วยการปรับความเข้ม หรือที่รู้จักกันในนาม IMRT รวมไปถึงการฉายแสงแบบปรับความเข้มพร้อมการฉายภาพรังสี หรือ IGRT ซึ่งใช้ในการพัฒนาการรักษาสำหรับอวัยวะที่มีการขยับอยู่ตลอด อย่างไรก็ดี ปริมาณของรังสีที่ผู้ป่วยมะเร็งจะได้รับก็จะต้องผ่านบริเวณที่มีความสำคัญเช่นกัน ซึ่งความเสียหายต่อเซลล์ดีนั้นก็ขึ้นกับความชำนาญและปริมาณการรักษานั่นเอง

การรักษาทางรังสีรักษาด้วย IMRT, IGRT, Gamma Knife, Cyber Knife Robotic System นั้นในประเทศญี่ปุ่นก็มีใช้อย่างกว้างขวางเหมือนสากลเช่นกัน แต่เนื่องจากการรักษาด้วยรังสีโฟตอนนั้นส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ค่อนข้างง่าย จึงได้พัฒนาการแพทย์ขั้นสูงทางด้านรังสีรักษาและจะได้นำมาเล่าให้ฟังต่อไป



วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งในประเทศญี่ปุ่น (5)

ในปัจจุบันนอกจากการรักษามะเร็งด้วยวิธีการทางศัลยกรรมและเคมีบำบัดแล้ว การรักษาที่มีการกล่าวถึงก็คือการรักษาด้วยเซลล์ ซึ่งการรักษาด้วยเซลล์ก็มีหลายประเภทด้วยกัน เช่น การรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดหรือที่เรียกกันจนคุ้นเคยว่า สเต็มเซลล์ การรักษาดังกล่าวได้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายอย่างทั่วโลก ซึ่งเป็นการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว

การรักษาด้วยเซลล์บำบัด หรือที่เรามักจะคุ้นเคยกันในชื่อวัคซีนต้านมะเร็งบ้าง เซลล์ต้านมะเร็งบ้างนั้น ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศอื่นๆนอกเหนือจาก ประทศสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมากนัก เนื่องด้วยความท้าทายในการรักษาและความขาดแคลนในสารเคมี หรือยาที่เกี่ยวเนื่อง แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้นได้มีการพัฒนาการรักษาด้วยยีนและเซลล์บำบัดเพื่อต้านมะเร็งอย่างแพร่หลาย และหนึ่งในการรักษาที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ การรักษาด้วย Dendritic cell vaccine WT1 แล้วโดยมี โรงพยาบาล/คลินิคที่เปิดให้บริการดังนี้

Dendritic Cell Therapy Model (แหล่งที่มาของภาพ Http://www.nileport.com)

  • โรงพยาบาล Hokuyu เมืองซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด
  • โรงพยาบาล Hokuto เมืองโอบิฮิโระ จังหวัดฮอกไกโด
  • Sendai Ekimae AER Clinic เมืองเซนได จังหวัดมิยางิ
  • Seren Clinic เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว
  • Tokyo Midtown Medical Center เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว
  • Kudan Clinic เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว
  • Shinyokohama Kato Clinic เขตโยโกฮาม่า กรุงโตเกียว 
  • โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชินชู Shinshu University Hospital เมืองมัทซึโมโตะ จังหวัดนางาโนะ
  • โรงพยาบาลทันตกรรมมัทซึโมโตะ เมืองชิโอจิหริ จังหวัดนางาโนะ
  • Seren Clinic Nagoya อำเภอเมือง จังหวัดนาโงย่า
  • Saint Louis Clinic เขตเกียวโต กรุงเกียวโต
  • Seren Clinic Kobe เมืองโกเบ จังหวัดเฮียวโง
  • โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเอฮิเมะ เมืองโทอน จังหวัดเอฮิเมะ
  • Hanazono Clinic เมืองฟุกุยามะ จังหวังฮิโรชิมะ
  • Kagoshima Medical Center เมืองคาโงชิมะ จังหวัดคาโงชิมะ
  • Fukuoka IMAX clinic อำเภอเมือง จังหวัดฟุกุโอกะ
  • Seta Clinic Group สำนักงานใหญ่อยู่ที่ กรุงโตเกียว 

การรักษาด้วยวิธีทาง Immuno-Cell Therapy (แหล่งที่มาของภาพ Seta Clinic Group, JAPAN)


ขั้นตอนการรักษาด้วย Dendritic Cell Therapy

    1. ผู้ป่วยรับการฟอกเลือดด้วยวิธีอะเฟอเรซิสเพื่อแยกเม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte (Leukapheresis) สำหรับใช้ในการปลูกถ่ายวัคซีน
    2. ทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจะทำการเพาะวัคซีนเพื่อพัฒนาเป็น Dendritic cell 
    3. ทำการกระตุ้นเซลล์ Dendritic cell ด้วยเซลล์มะเร็งของผู้ป่วยเพื่อให้เซลล์มีการจำลักษณะเซลล์มะเร็งนั้นๆและเข้าทำลายได้
    4. ฉีดวัคซีนที่ได้เข้าสู่เส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อให้เซลล์ออกฤทธิ์
แล้ว WT1 คืออะไร และทำไมจึงสำคัญมากกับการรักษาโรคมะเร็ง
              WT1 มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Wilm's Tumor Gene ซึ่งเป็นยีนที่ตอบสนองต่อการสร้างเซลล์มะเร็งไตในเด็ก ซึ่งยีนในหนูทดลองที่ไม่มียีนนี้จะมีปัญหาเดี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและตายด้วยอาการหัวใจวาย เนื่องจากยีนดังกล่าวผลิตตำแหน่งโปรตีนที่สำคัญในการควบคุมการเจริญเติบโตและการกลายประเภทของเซลล์ ยีนดังกล่าวจะพบมากในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์และแพทย์พบว่า โปรตีนที่ได้จากยีน WT1 คุณสมบัติเป็น tumor rejection antigen หรือแอนติเจนที่ต่อต้านเซลล์มะเร็ง มีการศึกษา การใช้วัคซีนดังกล่าว เพื่อการรักษาโดยที่สามารถใช้รักษาได้ในผู้ป่วยหลายรายนั้น มีดังนี้

      • Glioblastoma Multiforme มะเร็งสมอง
      • Renal Cell Carcinoma มะเร็งไต
      • Multiple Myeloma มะเร็งเม็ดเลือดขาว
      • Acute Myeloid Leukemias and Myelodysplastic syndrome มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดไมอิลอยด์
      • Lung Cancer มะเร็งปอด
      • Breast Cancer มะเร็งเต้านม
      • Infantile Cancer มะเร็งในเด็ก
ด้วยสาเหตุที่มีความเป็นไปได้ในการรักษามะเร็งอย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำให้เป็นที่แพร่หลายและยอมรับในประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่มีการพัฒนาวัคซีนเซลล์บำบัดดังกล่าวจนสามารถใช้ได้ในระดับสากล ซึ่งทำให้การรักษามะเร็งด้วยวิธีนี้ มีให้บริการเป็นพิเศษในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น 

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งในประเทศญี่ปุ่น (4)

นอกจากการผ่าตัดส่องกล้องที่ประเทศญี่ปุ่น ได้คิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นเป็นที่แรกของโลกแล้ว การรักษาด้วยเคมีบำบัดก็เป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางการแพทย์ที่บ่งบอกถึงความคิดอันเลื่องลือของแพทย์ญี่ปุ่น

ในความเป็นจริงปัญหาอันเกิดจากผลข้างเคียงต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว นับตั้งแต่ผมร่วง มีร่างกายซูบผอม น้ำหนักลด อาเจียน ปวดท้อง ซึ่งในรายที่รุนแรงอาจจะมีอาการถึงขั้น ความจำเสื่อม ภาวะโลหิตเป็นพิษ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ป่วยมะเร็งแทบทุกคนที่ได้รับเคมีบำบัดต่างหวาดกลัวทั้งสิ้น ยาที่ทำการรักษานั้นก็ต้องใช้ให้ได้เหมาะกับเซลล์มะเร็งเพื่อป้องกันการลุกลาม แต่ว่าอวัยวะส่วนอื่นก็จะต้องได้รับการดูดซับสารเคมีเหล่านี้เข้าไปในร่างกายด้วย ดังนั้นคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่ทำเคมีบำบัดนั้นก็มักจะได้รับความทุกข์ทรมานร่างกาย มากกว่าก้อนมะเร็งเสียอีก

นายแพทย์ชินอิจิ โฮริ (Dr. Shinichi Hori) (แหล่งที่มาของภาพ: http://smpy.jp)

นับตั้งปี 1992 ที่ นายแพทย์ ชินอิจิ โฮริ (Dr. Shinichi Hori) แห่งสถาบันการแพทย์ริงคุ ในจังหวัดโอซากา ได้ประดิษฐ์ตัวดูดซับความซึมซับพิเศษ (Superabsorbent polymer microspheres (SAP-MS)) และประยุกต์การรักษาด้วยวิธีการส่งตัวดูดซับยาเคมีบำบัดผ่านสายสวนเส้นเลือด (Endovascular Internventional Therapy) การขจัดความหวาดกลัวของผู้ป่วยมะเร็งก็เริ่มมีความหวังขึ้น นายแพทย์โฮริ ได้สร้างสถาบันการแพทย์ Gate Tower Institute for Image Guided Therapy ขึ้นที่จังหวัดโอซากา และอุทิศตนนับแต่นั้นเพื่อการพัฒนาเทคนิคการรักษาผ่านสายสวนเส้นเลือดนี้ จนกระทั่งปัจจุบันท่านได้ทำการรักษาทั้งคนไข้ญี่ปุ่นและคนไข้ต่างชาติมากกว่า 7000 คน และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญฝึกฝนแพทย์จากหลากหลายประเทศเพื่อการรักษาด้วยเทคนิคนี้ การรักษาดังกล่าวก็สามารถนำไปใช้รักษากับโรคมะเร็งจากหลายๆอวัยวะรวมถึง มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด และการแพร่กระจายไปยังกระดูก

ตัวดูดซับความซึมซับพิเศษ (Superabsorbent polymer microspheres (SAP-MS)  ที่นายแพทย์โฮริเป็นผู้คิดค้นขึ้น (แหล่งที่มาของภาพ: http://www.igct.jp)

เทคนิคการรักษาด้วย SAP-MS นี้ ใช้ได้ดีอย่างมากในคนไข้มะเร็งที่ผ่านการรักษาขั้นต้นมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนไข้มะเร็งเต้านมที่ผ่านการรักษาไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด หรือรังสีรักษา และเกิดการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง จากสถิติของสถาบัน Gate Tower ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมนั้นมีโอกาส จะเกิดการมะเร็งชนิดแพร่กระจายไปยังตับได้ถึง 15 % ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาหลังการผ่าตัดหรือการป้องกันหลังได้รับรังสีรักษา การรักษาด้วยสายสวนนี้น่าจะเป็นแนวทางที่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผลการรักษาก็เป็นที่น่าพอใจ ทำให้ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษามีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่จำเป็นต้องทุกข์ทรมานกับผลข้างเคียง จากการรักษาของนายแพทย์ โฮริ ผู้ป่วยเองก็มีความสะดวกสบายที่ไม่ต้องได้รับยาในปริมาณสูงทั่วร่างกาย เนื่องจากการรักษาดังกล่าวนั้นลดปริมาณยาได้ถึง 9 เท่า

Microcatheter สายสวนหลอดเลือดขนาดจิ๋วที่ใช้สอดผ่านเส้นเลือดไปยังก้อนมะเร็งเพื่อลำเลียงตัวดูดซับยาเคมีบำบัด (SAP-MS) ไปอุดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง (แหล่งที่มาของภาพ: http://www.igtc.jp)


ในขณะที่วิทยาการด้านการรักษาด้วยสายสวนมีการเดินก้าวไปข้างหน้า การรักษาด้วยยาประเภทต่างๆเช่น Biologic Drug ที่เน้นการต่อต้านเซลล์มะเร็งด้วยสารเคมีในร่างกายผู้ป่วยผ่านการกระตุ้นด้วยยาบางประเภท ซึ่งจะได้นำมาเล่าสู่กันฟังต่อไป

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งในประเทศญี่ปุ่น (3)

การผ่าตัดรักษามะเร็งด้วยวิธีที่ทันสมัยนั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งหัตถการดังกล่าวนี้มีการพัฒนาในประเทศญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้นั้น ในประเทศญี่ปุ่นมีแพทย์ผู้ชำนาญการซึ่งเป็นท่านแรกในโลกที่ค้นพบ pit-pattern colorectal cancer หรือ การตรวจพบเซลล์มะเร็งลำไส้ที่มีลักษณะนอกเหนือจากการค้นพบที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ การป้องกันการเกิดมะเร็งซ้ำหลังจากการตัดเซลล์มะเร็งแบบที่เป็นติ่งออกนั้น ทำได้มากกว่าและมีผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากกว่า ท่านผู้นั้นคือ ศาสตราจารย์นายแพทย์ ชินเอ คุโดะ 

ศาสตราจารย์ คุโดะ และ ลักษณะของ pit-pattern colon cancer (แหล่งที่มาของภาพ  www.websurg.com)
การค้นพบของศาสตราจารย์คุโดะ และ การรักษาของท่านเป็นที่เลื่องลือมากเนื่องจากเป็นการตรวจสอบเนื้อเยื่อลำไส้ที่ไม่เจ็บตัวมาก และเมื่อพบเซลล์มะเร็งหรือเนื้อเยื่อมะเร็งที่ลำไส้นั้น สามารถทำการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ด้วยวิธีการที่ทันสมัย และไม่ต้องผ่าตัดเปิดช่องท้อง ซึ่งเป็นผลให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์เกี่ยวกับ การค้นหาเซลล์มะเร็งลำไส้ และ การรักษาด้วยวิธี less-invasive treatment เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ประกอบกับเทคโนโลยีของญี่ปุ่นในด้านระบบกล้องและอุปกรณ์ผ่าตัดขนาดจิ๋ว ทำให้การรักษามะเร็งลำไส้ของประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นผู้นำระดับแนวหน้า ซึ่งระบบกล้องกำลังขยายสูงนี้ ศาสตราจารย์คุโดะ ก็เป็นผู้คิดค้น และพัฒนาขึ้นด้วยตนเองอีกด้วย


(แหล่งที่มาของภาพ www.drstyle.tv)

และนับตั้งแต่ปี 2001 ที่ ท่านได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยโชวะ ท่านได้ทำการรักษาผู้ป่วยมะเร็งลำไส้มากกว่า 100,000 ราย และเดินทางแสดงปาฐกถาไปทั่วโลก ในการสัมมนาของท่าน ท่านจะแนะนำผู้ที่มีอายุมากกว่า  40 ปี และมีประวัติครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้ให้มาตรวจส่องดูลำไส้เพื่อหาเซลล์มะเร็งอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการรอดพ้นจากการเป็นมะเร็ง และการรักษาที่ทันท่วงที โดยท่านสามารถส่งข้อมูลการส่องกล้องที่โรงพยาบาลในไทย ไปยังท่านเพื่อให้ประเมินและรับการรักษาผ่านช่องทางนี้ (คลิกที่นี่) ได้

เมื่อมองถึงเหตุผลที่การรักษามะเร็งลำไส้ของประเทศญี่ปุ่นนั้นก้าวหน้า ก็เป็นเพราะว่า อุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร (นับตั้งแต่ช่องปากจนถึงทวารหนัก) นั้นสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชาวญี่ปุ่นก็คือ การตรวจหามะเร็งในระบบทางเดินอาหาร การรักษาของ ศาสตราจารย์ คุโดะ ก็ได้ช่วยชีวิต ชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากจากการตรวจพบเนื้อเยื่อมะเร็งร้ายในรูปแบบใหม่ ก่อนที่จะก่อตัวและแพร่กระจายออกไปสู่อวัยวะและส่วนอื่นๆได้

นับเป็นความก้าวหน้าทั้งทางเทคโนโลยี บุคคลากร และ การรักษาก้าวหน้า ของประเทศญี่ป่นในการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีทางหัตถการอีกอย่างหนึ่ง



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งที่ประเทศญี่ปุ่น(1)

Copyright @CY 2009

มะเร็ง ภัยร้ายจากเซลล์ตัวเล็กๆ ที่คร่าชีวิตคนไปมากนักต่อนัก ก็เป็นปัญหาระยะยาวในผู้ป่วยญี่ปุ่นเช่นกัน นโยบายการรักษาโรคมะเร็งของประเทศญี่ปุ่นจึงมิใช่แค่มุ่งเน้นที่การรักษาให้หายขาดแต่ต้องเป็นการรักษาที่มีชีวิตอย่างมีคุณภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

ในอดีตสมัยที่ผู้เขียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น เคยมีโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยมะเร็งอายุ 65 เธอเป็นมะเร็งที่เต้านมซ้ายเมื่อสมัยยังสาว และต้องตัดเต้านมออกข้างหนึ่ง เมื่อสิบกว่าปีก่อนเธอก็ป่วยอีกครั้งด้วยโรคมะเร็งที่เต้านมขวา และพบมะเร็งในกระเพาะอาหารด้วย ผู้เขียนรู้สึกแปลกประหลาดใจมากที่เธอยังเดินวันละ 4 กิโลเมตร ไปกลับจากมหาวิทยาลัยและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่เธอรู้ว่าเธอเป็นมะเร็งนั้น เธอตกใจมากและกังวลว่าเธออาจจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็ว เธอแทบเสียคน แต่ด้วยคำอธิบายจากแพทย์ ที่ใช้เวลาอธิบายให้เธอเข้าใจค่อนข้างมาก พร้อมกับทีมแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เธอจึงตัดสินใจรักษาตัว เนื่องด้วยระบบประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นสามารถช่วยเธอได้อย่างดี การผ่าตัดประสบความสำเร็จเนื่องจากใช้การผ่าตัดแบบปิดและเสียเลือดน้อย แม้ว่าเธอจะน้ำหนักน้อยมาก เนื่องจากซูบผอมจากมะเร็ง แต่ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลในญี่ปุ่นนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้ป่วยหนักแต่อย่างใด ทุกๆคนคอยสอบถามอาการและให้กำลังใจเธอ เหมือนเธอนั้นปกติทุกอย่าง อันที่จริงเธอไม่ได้บอกใครว่าเธอเป็นมะเร็ง เมื่อมหาวิทยาลัยปิดเทอม เธอก็หยุดพักงานของเธอ และกลับมาด้วยท่าที ที่สดใสกว่าเดิม ภายหลังการผ่าตัด การผ่าตัดครั้งหลังนั้น เธอใช้เวลาฟื้นตัวสั้นมากเพราะว่าการรักษาที่ทีมแพทย์ออกแบบมานั้นส่งเสริมให้การฟื้นตัวได้อย่างดี นี่ยังไม่นับถึงกำลังใจที่ทีมแพทย์และทีมพยาบาล ให้กับเธออยู่สม่ำเสมออีกด้วย

ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับทราบเรื่องนี้ เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเป็นประกายว่า "ฉันไม่กลัวมะเร็ง เพราะฉันอยู่กับมันมาตั้งเกือบ ครึ่งชีวิตแล้ว" เมื่อเธอจากไป

ปัจจุบันผมยังคงติดต่อเธออยู่เป็นครั้งคราว  เธอยังคงทำงานหนักแม้ว่าอายุของเธอจะมากแล้ว แต่เธอก็ยังมีความสุขกับชีวิตได้อย่างดี แม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับมะเร็งร้ายถึงสามครั้งสามคราวเลยทีเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าการรักษามะเร็งที่ญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มุ่งเน้นการรักษาเพื่อการหายป่วยอย่างเดียวเท่านั้นแต่การวางแผนนั้นผนวกความคิดเรื่อง Quality of life ไว้อย่างดีด้วย