แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งที่ประเทศญี่ปุ่น(2)

การรักษามะเร็งโดยทั่วไปในประเทศไทยและทั่วโลก ประกอบด้วย การรักษาสามแบบ ซึ่งจะมีการใช้ร่วมกันหรือแยกกัน แล้วแต่กรณีของผู้ป่วยและพยาธิสภาพของโรค ได้แก่
      • การรักษาด้วยการผ่าตัด (Surgical Treatment)
      • การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy Treatment)
      • การรักษาด้วยรังสีรักษา (Radiotherapy Treatment)
เป็นที่แน่นอนว่า การรักษาด้วยการผ่าตัดนั้นถือเป็น Gold Standard สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเพราะสามารถมองเห็นได้ถึงพยาธิสภาพและสามารถจัดการได้ด้วยการตัดชิ้นเนื้อที่มีโอกาสแพร่กระจายออกจนครบ แต่ในหลายๆโอกาส พยาธิสภาพ และอายุของผู้ป่วยอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำการผ่าตัดแบบเปิดได้ การผ่าตัดมะเร็งแบบปิด (Less-invasive Surgery) จึงมีการพัฒนาขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น ได้มีการพัฒนาเทคนิค ในการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์เป็นที่แรกๆในโลกอีกด้วย นอกจากนี้ การผ่าตัดผ่านสายสวนหรือการส่องกล้องสำหรับมะเร็งกระเพาะอาหารซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในประเทศญี่ปุ่นนั้นก็เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

หุ่นยนต์ผ่าตัด da Vinci ที่ โรงพยาบาล มัทซึนามิ ประเทศญี่ปุ่น (Courtesy Matsunami Hospital Japan)
จากการสนทนากับ Mr. Yoshiyuki Kobori หัวหน้าสภาส่งเสริมอนุภาคหนักบำบัดเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง เมื่อเมษายน 2554  ท่านกล่าวถึงองค์ประกอบของเครื่อง da Vinci ไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อเราแยกองค์ประกอบของ da Vinci ออกมา เราจะพบว่า ส่วนสำคัญๆ ของเครื่องและระบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นกล้องจุลทรรศน์สามมิติ ที่ใช้มองภาพขณะผ่าตัด หรือฟันเฟือง เลนส์ และ ด้ามคีบ ล้วนแต่เป็นนวัตกรรมที่ประเทศญี่ปุ่นสร้างและออกแบบทั้งสิ้น เพียงแต่การประกอบตัวเครื่องนั้น จัดทำที่บริษัทแม่ที่สหรัฐอเมริกา เนื่องจากการสร้างและจัดทำนั้นญี่ปุ่นเป็นตัวแปรในการกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติการ แพทย์ญี่ปุ่นร่วมกับวิศวกร จึงมีความชำนาญในการใช้เครื่องมืออย่างมาก ซึ่งเหตุนี้ทำให้ da Vinci เป็นระบบที่ได้ถูกนำมาใช้ในด้านต่างๆทางการแพทย์ รวมถึง ด้านศัลยศาสตร์ทรวงอก ศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ ศัลยศาสตร์ระบบทางเดินอาหาร รวมถึงด้านสูตินรีเวชศาสตร์

นอกจากนี้ยังมีการผ่าตัดด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอีกจำนวนมาก ซึ่งผู้เขียนจะได้นำเสนอต่อไป



วันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การรักษามะเร็งที่ประเทศญี่ปุ่น(1)

Copyright @CY 2009

มะเร็ง ภัยร้ายจากเซลล์ตัวเล็กๆ ที่คร่าชีวิตคนไปมากนักต่อนัก ก็เป็นปัญหาระยะยาวในผู้ป่วยญี่ปุ่นเช่นกัน นโยบายการรักษาโรคมะเร็งของประเทศญี่ปุ่นจึงมิใช่แค่มุ่งเน้นที่การรักษาให้หายขาดแต่ต้องเป็นการรักษาที่มีชีวิตอย่างมีคุณภาพมากที่สุดสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

ในอดีตสมัยที่ผู้เขียนอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น เคยมีโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยมะเร็งอายุ 65 เธอเป็นมะเร็งที่เต้านมซ้ายเมื่อสมัยยังสาว และต้องตัดเต้านมออกข้างหนึ่ง เมื่อสิบกว่าปีก่อนเธอก็ป่วยอีกครั้งด้วยโรคมะเร็งที่เต้านมขวา และพบมะเร็งในกระเพาะอาหารด้วย ผู้เขียนรู้สึกแปลกประหลาดใจมากที่เธอยังเดินวันละ 4 กิโลเมตร ไปกลับจากมหาวิทยาลัยและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนที่เธอรู้ว่าเธอเป็นมะเร็งนั้น เธอตกใจมากและกังวลว่าเธออาจจะต้องจากโลกนี้ไปอย่างรวดเร็ว เธอแทบเสียคน แต่ด้วยคำอธิบายจากแพทย์ ที่ใช้เวลาอธิบายให้เธอเข้าใจค่อนข้างมาก พร้อมกับทีมแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เธอจึงตัดสินใจรักษาตัว เนื่องด้วยระบบประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นสามารถช่วยเธอได้อย่างดี การผ่าตัดประสบความสำเร็จเนื่องจากใช้การผ่าตัดแบบปิดและเสียเลือดน้อย แม้ว่าเธอจะน้ำหนักน้อยมาก เนื่องจากซูบผอมจากมะเร็ง แต่ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลในญี่ปุ่นนั้นก็ทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้ป่วยหนักแต่อย่างใด ทุกๆคนคอยสอบถามอาการและให้กำลังใจเธอ เหมือนเธอนั้นปกติทุกอย่าง อันที่จริงเธอไม่ได้บอกใครว่าเธอเป็นมะเร็ง เมื่อมหาวิทยาลัยปิดเทอม เธอก็หยุดพักงานของเธอ และกลับมาด้วยท่าที ที่สดใสกว่าเดิม ภายหลังการผ่าตัด การผ่าตัดครั้งหลังนั้น เธอใช้เวลาฟื้นตัวสั้นมากเพราะว่าการรักษาที่ทีมแพทย์ออกแบบมานั้นส่งเสริมให้การฟื้นตัวได้อย่างดี นี่ยังไม่นับถึงกำลังใจที่ทีมแพทย์และทีมพยาบาล ให้กับเธออยู่สม่ำเสมออีกด้วย

ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับทราบเรื่องนี้ เธอเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเป็นประกายว่า "ฉันไม่กลัวมะเร็ง เพราะฉันอยู่กับมันมาตั้งเกือบ ครึ่งชีวิตแล้ว" เมื่อเธอจากไป

ปัจจุบันผมยังคงติดต่อเธออยู่เป็นครั้งคราว  เธอยังคงทำงานหนักแม้ว่าอายุของเธอจะมากแล้ว แต่เธอก็ยังมีความสุขกับชีวิตได้อย่างดี แม้ว่าเธอจะต้องเผชิญกับมะเร็งร้ายถึงสามครั้งสามคราวเลยทีเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าการรักษามะเร็งที่ญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มุ่งเน้นการรักษาเพื่อการหายป่วยอย่างเดียวเท่านั้นแต่การวางแผนนั้นผนวกความคิดเรื่อง Quality of life ไว้อย่างดีด้วย




วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เปิดประตูสู่การรักษาที่ญี่ปุ่น

  ลิขสิทธิ์ภาพ @CY 2010

 นอกจากวัฒนธรรมที่สวยงาม อาหารอันลือชื่อก้องโลก รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย ของญี่ปุ่น ที่เป็นที่รู้จักแล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านการแพทย์ขั้นสูงของโลกคู่กับเพื่อนเก่าอย่างสหรัฐอเมริกาและหลากหลายประเทศ ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศที่ต่อเนื่องในการทำวิจัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา รวมถึงความสามารถในการผนวกเทคโนโลยีเข้ามาในการรักษาทำให้ญี่ปุ่น ก้าวเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์มาเป็นระยะเวลานาน เป็นที่แน่นอนอยู่แล้วว่าญี่ปุ่นเองก็เป็นที่หนึ่งในการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่เขาเป็นผู้พัฒนาขึ้นมานานนับหลายสิบปี

ในปี 2554 ที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่น ผ่านทางกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ทำการเปิดแคมเปญ Medical Excellence Japan (เว็บไซต์) ร่วมกับ Visa for Medical Stay (รายละเอียด) ขึ้น โดยมุ่งหวังจะเป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยงผู้ป่วยชาวต่างชาติที่ต้องการรับการรักษาในประเทศญี่ปุ่นให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น ในค่าใช้จ่ายที่ควบคุมได้ โดยมีบริการหลักๆดังนี้
  • บริการค้นหาแพทย์และโรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น
  • บริการจัดแพคเกจเฉพาะบุคคลเพื่อการตรวจร่างกายและการรักษาขั้นสูง
  • บริการอำนวยความสะดวกในการขอ Visa for Medical Stay สำหรับผู้ป่วยและครอบครัว 
  • บริการประสานงานการทำนัดกับโรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น
  • บริการประสานงานเป็นผู้แทนการจัดการค่ารักษาพยาบาลกับโรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่นแทนผู้ป่วย
  • บริการจองที่พัก หอพัก และโรงแรม
  • บริการจองตั๋วเครื่องบิน รถและอำนวยความสะดวกในการเดินทาง
  • บริการล่าม ล่ามทางการแพทย์ และศูนย์บริการ 24 ชั่วโมง
  • บริการผู้แทนติดตามและรับส่งระหว่างสนามบิน โรงพยาบาล และที่พักอาศัย ในประเทศญี่ปุ่น
  • บริการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ และอื่นๆ
โดยปกติแล้ว ประเทศญี่ปุ่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องความยากในการเข้าประเทศเนื่องจากการขอวีซ่าที่ผ่านได้ยากมาก ดังนั้นหากผู้ป่วยจะเดินทางไปรักษาตัว ก็คงคิดหนักอยู่เหมือนกัน Visa for Medical Stay จึงมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างมาก เนื่องจาก วีซ่าประเภทนี้มีความพิเศษกว่าวีซ่าประเภทอื่นๆดังนี้
  • ผู้ป่วยสามารถพาครอบครัวหรือผู้ติดตามที่ไม่ใช่คนในครอบครัวไปด้วยได้ ในวีซ่าเดียวกัน 
  • วีซ่ามีทั้งชนิด ครั้งเดียว (สูงสุด 90 วัน) และหลายครั้ง (สูงสุด 1-3ปี) (ขึ้นกับระยะเวลาการรักษา ณ โรงพยาบาลในประเทศญี่ปุ่น)
  • เป็นวีซ่าที่ต้องใช้เอกสารแสดงตารางการรักษาและเอกสารร่วมแสดงการรับรองจากหน่วยงานที่ได้รับมอบเอกสิทธิ์เท่านั้น 
โดยโครงการนี้น่าจะเป็นช่องทางพิเศษ สำหรับผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการรับการรักษาขั้นสูงที่ยังไม่มีในไทย เช่นการรักษาโรคมะเร็งด้วยอนุภาคบำบัด การรักษาโรคด้วยเซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด การรักษาด้วยวิธีรักษาแนวใหม่ (Less invasive Treatment) และการผ่าตัดด้วยสายสวนเส้นเลือดฯลฯ โดยทางหน่วยงานที่ได้รับมอบเอกสิทธิ์เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะกับผู้ป่วย แต่ยังจะเป็นประโยชน์กับแพทย์ทั้งในและนอกประเทศไทยด้วยที่จะสามารถบริหารจัดการแนวทางการรักษาที่หลากหลายได้เพิ่มขึ้น

ท่านที่สนใจก็เชิญติดต่อด้วยภาษาอังกฤษได้ ที่ ลิงค์ นี้ https://www.eaj.ne.jp/maj/en/inquiry